แมงสี่หูห้าตา

มิถุนายน 11, 2009

แมงสี่หูห้าตา

วรรณกรรมจากคัมภีร์ใบลานของล้านนา และจากนิทานมุขปาฐะที่ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมา มีจำนวนมากมายที่ให้ทั้งความเพลิดเพลินและได้สาระจากคติธรรมคำสอนหรือข้อคิดที่โบราณาจารย์ได้สอดแทรกไว้ นิทานเรื่อง “แมงสี่หูห้าตา” เป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่แพร่หลายมาก เป็นที่รู้จักกันดี ชาวบ้านที่เล่ามักบอกว่าเป็นเรื่องที่แสดงเหตุที่มาว่าทำไมผู้ชายจึงรักเมียน้อยมากกว่าเมียหลวง

คำว่า “แมง” นอกจากจะใช้เป็นคำนำหน้าสัตว์เล็ก ๆ แล้ว ยังใช้เป็นคำนำหน้าสัตว์ใหญ่ ๆ ในเชิงตลกขบขันได้อีกด้วย “แมงสี่หูห้าตา” เป็นสัตว์ใหญ่คล้ายหมี มีหู ๔ หู มีตา ๕ ตา ในความเป็นจริงไม่ปรากฏสัตว์ประเภทนี้ในโลก แต่มีเรื่องเล่าในล้านนามาแต่โบราณกาล และมีการบันทึกในรูปแบบของวรรณกรรมลายลักษณ์ในเอกสารประเภทใบลาน ซึ่งมีปรากฏให้พบเห็นตามวัดโดยทั่วไป ตัวอย่างของเรื่องนี้ได้เนื้อความจากคัมภีร์ใบลานชื่อ “ธัมม์สี่หูห้าตา” ของวัดแช่ช้าง ตำบลแช่ช้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจารด้วยอักษรธรรมล้านนา จำนวน ๑ ผูก (๖๑ หน้าลาน) ผู้จารคือ “พิมมสารภิกขุ” เมื่อจุลศักราช ๑๒๗๖ (พ.ศ. ๒๔๕๗) ความในคัมภีร์ดังกล่าว กล่าวถึงเรื่องแมงสี่หูห้าตาโดยสังเขปดังนี้

มีเมือง ๆ หนึ่งชื่อเมือง “พันธุมติ” กษัตริย์ผู้ครองเมืองชื่อ “ท้าวพันธุมติ” ซึ่งมีมเหสีอยู่ ๗ องค์ ทิศเหนือของเมืองนี้มีครอบครัวหนึ่งมีสามพ่อแม่ลูกอาศัยอยู่ สองสามีภรรยาเป็นยาจกมีบุตรชายคนเดียว เมื่อบุตรมีอายุ ๗ ขวบ มารดาสิ้นชีวิตลง ต่อมาเมื่ออายุ ๑๑ ขวบบิดาก็สิ้นชีวิต ก่อนสิ้นใจบิดาได้สั่งเสียว่าให้เอาศพฝังไว้ใกล้ ๆ กระท่อม นานเข้าศีรษะของบิดาก็จะหลุดให้นำเอาศีรษะไปสักการะบูชาทุกค่ำเช้าถ้าอายุครบ ๑๖ ปี ให้ผูกศีรษะนั้นลากไปสู่นครพันธุมติ ซึ่งมีภูเขาอยู่ หากศีรษะไปติดข้องที่ใดให้ทำแร้วเป็นกับดักสัตว์ที่นั้น

เมื่อบิดาสิ้นชีวิตบุตรชายได้ฝังศพไว้ใกล้กระท่อมแล้วไปขออาศัยอยู่กับลุงซึ่งเป็นนายจ่าบ้าน โดยอาศัยเลี้ยงวัวหาฟืนให้เป็นสิ่งตอบแทน จนอายุได้ ๑๖ ปี จึงได้ทำตามที่บิดาสั่งไว้โดยลากศีรษะบิดาไปสู่นครพันธุมติจนไปถึงภูเขา เมื่อลากศีรษะขึ้นภูเขาไปจนถึงถ้ำแห่งหนึ่งศีรษะไปติดข้องอยู่ปากถ้ำ จึงทำแร้วดักสัตว์ใหญ่ ณ ที่นั้นแล้วกลับบ้าน

รุ่งเช้าเขาไปดูแร้วที่ดักไว้ ปรากฏว่ามีสัตว์ใหญ่ติดอยู่สัตว์นั้นรูปร่างคล้ายหมีมีหูสี่หู มีดวงตาห้าดวง เขาได้ตัดเอาเถาวัลย์ผูกสัตว์นั้นนำกลับมาบ้าน แล้วหาสิ่งกำบังอย่างมิดชิด จากนั้นไปหาหญ้าและใบไม้มาให้กิน สัตว์สี่หูห้าตาไม่ยอมกินเอาแต่นอนหลับ ตกกลางคืนเขาก่อไฟผิง บังเอิญสะเก็ดถ่านไฟกระเด็นออกนอกกองไฟ แมงสี่หูห้าตาก็กินถ่านไฟเป็นอาหาร เมื่อเขาเห็นดังนั้นจึงหาฟืนมาเผาแล้วเอาถ่านไฟให้กินเป็นจำนวนมาก รุ่งเช้าแมงสี่หูห้าตาถ่ายมูลออกมาเป็นทองคำ
เมื่อพบว่าแมงสี่หูห้าตากินถ่านไฟแล้วถ่ายเป็นทอง เขาจึงหาถ่านไฟให้กินเรื่อยๆ แมงสี่หูห้าตาก็ถ่ายออกมาเป็นทองคำจำนวนมาก เขานำทองที่ได้ไปฝังไว้ทุกวัน

กล่าวถึงท้าวพันธุมติผู้ครองนครมีราชธิดาองค์หนึ่งชื่อ “สิมมา” อายุได้ ๑๖ ปี มีรูปโฉมงดงามเป็นที่หมายปองของบรรดากษัตริย์หัวเมืองต่างๆ และมีหลายเมืองต่างส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายเพื่อขอราชธิดาไปเป็นมเหสี ท้าวพันธุมติรู้สึกลำบากใจ จึงหาทางออกโดยกำหนดเงื่อนไขไว้ว่าหากเจ้าเมืองใดสามารถสร้างลินคำ (รางน้ำทองคำ) ตั้งแต่เมืองของตนมาจนถึงวังของราชธิดาได้ก็จะยกราชธิดาให้เจ้าเมืองนั้น เงื่อนไขนี้ไม่มีเจ้าเมืองใดสามารถทำได้

ฝ่ายชายกำพร้าผู้ยากได้ทราบข่าว จึงไปขอให้ลุงไปทูลราชธิดาของท้าวพันธุมติ ส่วนลุงก็ได้แต่เวทนา วันหนึ่งมีพ่อค้าชาวจีนฮ่อกลุ่มหนึ่งมาพักแรมที่บ้านชายนั้น เขาจึงได้ว่าจ้างให้พ่อค้าเหล่านั้นสร้างลินคำตั้งแต่บ้านตนจนไปถึงวังของราชธิดาสิมมาจนสำเร็จภายในคืนเดียว

รุ่งเช้าท้าวพันธุมติเห็นลินคำเป็นอัศจรรย์ ก็ให้เสนาอำมาตย์ติดตามไปดู เมื่อพบว่าเจ้าของเป็นใครจึงจัดขบวนแห่ไปรับเอาชายเข็ญใจไปเป็นราชบุตรเขย เมื่ออภิเษกให้เป็นคู่ครองราชธิดาสิมมาแล้ว จึงไต่ถามว่าได้ทองคำมาอย่างไร เขาจึงเล่าเรื่องแมงสี่หูห้าตาให้ฟัง ท้าวพันธุมติจึงให้เสนาไปขุดทองในสวนมาไว้ในพระคลังให้หมดและให้ราชบุตรเขยไปนำแมงสี่หูห้าตามา เขาก็ไปจูงเอามาแต่เมื่อจูงมาชาวเมืองต่างมามุงดู แมงสี่หูห้าตาก็ตกใจวิ่งหนีกลับไปอยู่ถ้ำตามเดิม ท้าวพันธุมติก็ให้ตามเอามาอีก คราวนี้ชาวเมืองต่างมามุงดูเป็นจำนวนมากขึ้น แมงสี่หูห้าตาก็ยิ่งตกใจวิ่งหนีไปอีกท้าวพันธุมติเห็นดังนั้นจึงวิ่งไล่ตามจับจนเลยเข้าไปในถ้ำ ครั้งนี้หินถล่มลงปิดปากถ้ำไว้ โดยที่เสนาวิ่งตามไม่ทันทำให้ท้าวพันธุมติถูกขังอยู่ในถ้ำกับแมงสี่หูห้าตา

ท้าวพันธุมติถูกขังอยู่ในถ้ำเป็นเวลาหลายวันเพราะไม่มีทางออก มีเพียงรูเล็ก ๆ โดยใช้ตาข้างเดียวแนบส่องดูภายนอกได้เท่านั้น ท้าวพันธุมติคิดในใจว่าตนคงต้องตายในถ้ำนี้แน่นอน คงไม่มีโอกาสอยู่กับมเหสีอีก จึงสั่งเสนาไปตามมเหสีทั้งเจ็ดมา เมื่อมเหสีมาแล้วพระองค์จึงขอให้เปิดผ้าถุงให้ดูเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย มเหสีตั้งแต่ลำดับที่ ๑ ถึง ๖ ไม่ยอมเปิดผ้าถุงเพราะความอาย แต่มเหสีองค์ที่เจ็ดรู้สึกเห็นใจ จึงยอมเปิดผ้าถุงให้ดู ทันใดนั้นถ้ำอดหัวเราะไม่ได้ก็ระเบิดหัวเราะออกมาปากถ้ำจึงเปิด พระยาพันธุมติได้โอกาสจึงวิ่งหนีออกมาได้

เมื่อกลับมาถึงเมือง ท้าวพันธุมติได้อภิเษกให้บุตรเขยเป็นกษัตริย์ครองเมืองแทน จนถึงอายุขัยพระองค์ก็ถึงแก่พิราลัยบุตรเขยผู้เป็นกษัตริย์ได้ครองเมืองโดยธรรม และได้สร้างโรงทานถึง ๖ หลัง เพื่อให้ทานแก่ยาจกคนยากไร้ จากนั้นได้เทศนาสั่งสอนเสนาอำมาตย์และชาวเมืองให้ตั้งอยู่ในธรรมมีมรรคแปดเป็นต้น ชาวเมืองพันธุมติก็ดำรงชีพตามวิสัยอย่างสงบสุข

เรื่องราวที่มเหสีองค์เล็กเปิดผ้าถุงให้ท้าวพันธุมติดูเป็นเหตุให้สามีทั้งหลายรักเมียน้อยมากกว่าเมียหลวง และถ้ำดังกล่าวได้ชื่อว่า “ถ้ำยุบ” ตั้งแต่นั้นมา ความตอนนี้ในคัมภีร์กล่าวว่า “ส่วนถ้ำอันนั้น ก็ได้ชื่อว่าถ้ำยุบว่าอั้น ตราบต่อเท้าเถิงกาละบัดนี้แล ส่วนท้าวพระยาทังหลายก็ลวดรักเมียปลายเหลือกว่าเมียเค้าตราบต่อเท้าเถิงกาละบัดนี้แล”

ในแง่ของความเป็นมาเรื่อง “แมงสี่หูห้าตา” นี้มีข้อน่าสังเกตสองประการ ประการแรกอาจเป็นนิทานชาวบ้านที่เรียกว่า “เจี้ย” เล่าสืบต่อกันมาจนได้รับความนิยม ต่อมามีนักศาสนานำมาเขียนผูกโยงกับคำสอนทางศาสนาเพื่อดึงดูดความสนใจ ประการที่สองมีการเขียนลงในใบลานมาก่อน แล้วพระนำมาเทศนาธรรม ชาวบ้านก็ได้จดจำมาเล่าสู่กันฟัง ทั้งสองประการนี้แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการถ่ายทอดทั้งโดยมุขปาฐะและลายลักษณ์ในสังคมพื้นบ้านล้านนามาช้านาน
ความประทับใจของชาวล้านนาต่อนิทานเรื่องนี้ ทำให้ได้มีการสร้างรูปปั้นของแมงสี่หูห้าตาไว้ที่วัดดอยถ้ำเขาควาย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และชื่อเมือง “พันธุมติ” ก็เกี่ยวโยงกับชื่อเก่าแก่ของเมืองเชียงรายด้วย

สนั่น ธรรมธิ

0

พระธาตุพุทธนิมิต “แก้วจักรพรรดิมาลา”

มิถุนายน 10, 2009
พระธาตุพุทธนิมิต “แก้วจักรพรรดิ”
โดย.. กฤษณะ ไตรลักษณ์

“พระธาตุแก้วจักรพรรดิ”เป็นพระธาตุพุทธนิมิต หรือทางภาคเหนือเรียก “พระธาตุเชียงแสน” พบมากทางภาคเหนือตอนบน บริเวณแถบชายแดนไทย -พม่า เมื่อก่อนที่ผมเคยได้มาจากผู้อื่น ผมเคยมีความลังเลสงสัยว่า ลักษณะคล้ายเม็ดกันความชื้น แต่ความสงสัยได้หายไป เมื่อท่านเสด็จมาที่บ้านของผมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน้อง ๆ กลุ่มวัชรธาตุได้พบเห็นอยู่เป็นประจำ

จากประสบการณ์ของผมนั้น หากเปรียบเทียบระหว่างพระธาตุแก้วจักรพรรดิ และเม็ดกันความชื้น จะมีความแตกต่างกันหลายประการเช่น….

พระธาตุแก้วจักรพรรดิ สามารถเปลี่ยนสีได้ทันทีทันใด หรือตามกำลังบุญของผู้ดูแลแต่เม็ดกันความชื้นเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา
สีของพระธาตุจักรพรรดิจะเข้มกว่ากับเม็ดกันความชื้น หากนำมาเปรียบเทียบจะมีสีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
พระธาตุแก้วจักรพรรดิจะมีความเปราะบางกว่าเม็ดกันความชื้น จะแตกง่ายกว่า
พระธาตุจักรพรรดิสามารถโตขึ้นได้ ซึ่งเม็ดกันความชื้น จะมีขนาดเท่าเดิม
ขนาดของพระธาตุแก้วจักรพรรดิ จะไม่เท่ากัน เล็กสุดขนาดประมาณเม็ดผักชี ถึงใหญ่สุดเท่าเมล็ดถั่วลิสง ส่วนเม็ดกันความชื้นจะมีขนาดเท่ากัน
พระธาตุแก้วจักรพรรดิมักพบตามเจดีย์เก่า ๆ ซึ่งมีอายุนับร้อย ๆ ปี ที่ผุพังตามกาลเวลา ส่วนเม็ดกันความชื้นนั้น เป็นสารสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกิดมาได้ไม่ถึง 50 สิบปี
นอกจากนี้ลักษณะพระธาตุจักรพรรดิ หรือพระธาตุเชียงแสนที่อัญเชิญมาจะได้จากในถ้ำนั้น จะมีคราบหุ้มคล้ายสนิมขาว ๆ หรือคล้ายเมือกขาวๆ หุ้มอยู่ เมื่ออัญเชิญมาแล้วจะต้องใช้ทินเนอร์หรือน้ำมันจักรล้างออก เป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่า พระธาตุแก้วจักรพรรดิ จะเปลี่ยนสีคามคุณธรรมของผู้ดูแล ลักษณะสีจะคล้ายแก้วนาคา หรือเพชรนาคาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา ผมได้นำพระธาตุแก้วพรรดิที่อัญเชิญมาได้ นำไปให้ครูบาท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นับถือในแถบภาคเหนือ(ขออนุญาตสงวนฉายาของท่าน) ท่านได้กล่าวกับกลุ่มวัชรธาตุว่า พระธาตุที่ได้มาเป็นพระธาตุเชียงแสน เป็นพระธาตุพุทธนิมิต

อีกประการหนึ่ง เคยได้สอบถามกับลูกศิษย์ของครูบาท่านนี้ ท่านมีพระธาตุแก้วจักรพรรดิอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน ทราบว่า เมื่ออดีตคุณลุงของท่าน เคยใช้รถไถนาแถบเชียงแสน คราดของรถไถไปโดนซากเจดีย์ ซึ่งไม่เคยทราบมาก่อนว่า บริเวณนั้นเป็นเจดีย์เก่า ไปโดนผอบเป็นดินเผาโบราณ ภายในบรรจุพระธาตุเชียงแสน หรือพระธาตุแก้วจักรพรรดิอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อร่อนออกมาได้ครึ่งกระสอบ

และมีผู้ใช้เรือดูดทรายจากลำน้ำโขง ได้ดูดเอาพระธาตุจักรพรรดิปนมากับทรายด้วย สันนิษฐานว่า มีวัดได้จมในลำน้ำโขงอยู่เป็นจำนวนมาก นับร้อย ๆ วัด เท่าที่ทราบพระธาตุแก้วจักรพรรดิบางส่วนก็หลุดมาจากฝั่งพม่า จากถ้ำ และเจดีย์เป็นจำนวนมาก ตามความเห็นส่วนตัวของผม น่าจะเสด็จมารับรองในการตรัสรู้แห่งองค์สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย หากเทียบเวลาระหว่างโลกมนุษย์ และโลกทิพย์ เป็นระยะเวลาไม่นานนัก

ตามความคิดเห็นส่วนตัวของผมอีกประการ คนเรามักยึดตำราโบราณมากเกินไป จนเกิดความเข้าใจผิด และเกิดการปรามาสพระรัตนตรัยโดยไม่ได้ตั้งใจ เนื่องจากไม่มีระบุไว้ในคำราโบราณ อีกประการหนึ่ง น้อยคนที่จะได้พบเห็นพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันต์ธาตุจริงๆ เพราะส่วนใหญ่จะบรรจุที่สูง ยากต่อการได้พบเห็นและได้พบเห็น ซึ่งจะทราบเฉพาะในวงแคบๆ เท่านั้น

แต่ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีเจริญขึ้น ทำให้คนทั่วไปได้มีการได้พบเห็นพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ ทั้งสัณฐานและวรรณะต่างๆที่ไม่มีระบุไว้ในตำราเป็นจำนวนมาก ทำให้หลายๆ ท่านเกิดลังเลสงสัย ผมว่าเราควรจะเปิดใจกว้างในเรื่องนี้ แต่ไม่ใช่งมงาย โดยยึดหลักเหตุตามคำสอนของพระพุทธศาสนา และ ผมคงขอกล่าวประโยคง่าย ๆ เช่นเดิม คือ พุทโธ อัปปมาโน ธัมโม อัปปมาโน สังโฆ อัปปมาโน

ความหมายของสีพระธาตุแก้วจักรพรรดิ

ความหมายแต่ละสีของพระธาตุพุทธนิมิตแก้วจักรพรรดินั้นในความเห็นส่วนตัวของผมคาดว่ามีความคล้ายกันกับเพชรพญานาคผิดแต่ว่า พระธาตุแก้วจักรพรรดิ มีแต่ให้คุณไม่มีโทษแก่ผู้ดูแลแต่อย่างใด และบ่งบอกถึงภูมิธรรมหรือสภาวะจิตของผู้ดูแลนั้นๆ สำหรับความหมายของแต่ละสี คือ
สำหรับความหมายของแต่ละสี คือ
1. สีแดงหมายถึงสีแห่งกำลังฤทธิ์อำนาจและบุญฤทธิ์ของผู้ทรงฌานเป็นที่เคารพน่าเกรงขามจะต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมฝึกฝนให้จิตมี”สติ”รู้เท่าทันอารมณ์โดยเฉพาะผู้ที่ดูแลสีแดงเข้าออกดำหมายถึงการทรงฌานเข้มข้นขึ้นและต้องเป็นผู้ที่สั่งสมบารมีมามากในอดีต
2. สีใสดังลูกแก้วหมายถึงพลังบารมีพุทธคุณหรือพลังใจที่ใสสะอาดบริสุทธิ์มีจิตใจเยือกเย็นหนักแน่นมั่นคงไม่หวั่นไหวง่ายๆเป็นผู้ที่มีศีลที่บริสุทธิ์ปราศจากเครื่องเศร้าหมองเป็นอำนาจของบุญฤทธิ์ที่เกิดจากกระแสของความเมตตาที่มีแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายหรือบุคคลผู้ดูแลนั้นเจริญพรหมวิหาร 4 เป็นประจำ
3.สีเขียวห

โดย: [0 3] ( IP )

ความคิดเห็นที่ 1
   มายถึงอำนาจจิตที่มีความเมตตาเย็นกายเย็นใจของผู้ทรงศีลมีความสงบเยือกเย็นมั่นคง
4. สีเหลืองหมายถึงกระแสแห่งความเมตตาความมีสง่าราศีเป็นสีแห่งผู้เจริญพรหมวิหาร 4
5. สีส้ม หมายถึงเป็นสีแห่งผู้เจริญพรหมวิหาร 4 มีเทพที่มีคุณธรรมดูแลปกปักรักษา
6. สีฟ้า หมายถึงเป็นผู้ที่มีบุญวาสนาที่ได้สร้างสมมาในอดีตมีน้ำใจกว้างขวางใสสะอาดน่าเคารพนอบน้อมเป็นผู้สั่งสมบารมีเข้าเขตปรมัตถ์บารมี
7. สีน้ำเงิน หมายถึงผู้ที่มีอำนาจวาสนาบารมีสูงมีทั้งบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์บารมีเป็นผู้นำผู้ปกครองมีทั้งเดชตบะบารมีเป็นที่เคารพน่าเกรงขามเป็นผู้สั่งสมบารมีเข้าเขตปรมัตถ์บารมีแต่จะเข้มขันกว่าสีฟ้า
8. สีชมพู หมายถึงสีแห่งพลังอานุภาพเมตตา มีความนิ่มนวลอ่อนโยนจะทำให้ผู้คนรอบข้างเกิดความเมตตาช่วยเหลืออย่างน่าอัศจรรย์ผู้ดูแลจะต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจที่ดีงาม
9. สีชา หมายถึงการใช้สติพิจารณาทางวิปัสสนาญาณหรือเป็นผู้เข้มขันในทางวิปัสสนามีสติรู้เท่าทัน

0